• October 5, 2021

Know รู้หรือไม่

Know รู้หรือไม่ คงไม่มีที่ไหนอีกแล้ว

Know รู้หรือไม่ คงไม่มีที่ไหนอีกแล้วที่การทักทายจะสามารถเชื่อมโยงไปถึงการขอแต่งงานได้ด้วย! และการทักทายที่ว่านั้นก็คือ Hongi หรือการทักทายของชนเผ่าเมารีในประเทศนิวซีแลนด์ ที่มีความโรแมนติกสุด ๆ

โดยทั่วไป แล้วการทักทาย (Greeting) แบบปกติ จะแตะจมูกกัน และคลึงเล็กน้อย 2 ครั้ง แต่จงระวัง อย่าแตะเกินถึง 3 ครั้ง เพราะนั่นคือการขอแต่งงาน หรือสื่อถึงความหมายว่า “แต่งงานกันไหม (Are you married)??”

รู้แบบนี้แล้วใครที่อยากลองนำสัญลักษณ์ของการทักทายแบบชนเผ่าเมารีที่ว่าไปใช้กับคนที่คุณรักเพื่อสื่อถึงการขอแต่งงานก็สามารถลองได้นะ หรืออาจจะลองเอาจมูกแตะกัน 3 ครั้งกับแฟนแล้วบอกให้เขาลองไปหาคำตอบเอาเอง ว่ามันหมายความว่าอย่างไร? ก็อาจจะเป็นวิธีที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว (ในกรณีเหตุการณ์ปกติ)

เพราะเนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 ในยุคปัจจุบัน การทักทายของชนเผ่าเช่นนี้ จึงถูกสั่งห้ามไปโดยปริยาย

เรื่องนี้แอดเองก็อยากทราบข้อเท็จจริงเหมือนกันว่าเป็นแบบนี้จริง ๆ หรือเปล่า

ซึ่งข้อมูลดังกล่าวแอดได้อ่านเจอครั้งแรกจากหนังสือการ์ตูนแนวความรู้ “ล่าขุมทรัพย์ สุดขอบฟ้า ในนิวซีแลนด์”

หากลูกเพจคนไหนที่มีประสบการณ์ หรือตอนนี้กำลังใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ สามารถเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพิ่มเติมได้เลยครับ

ส่วนคำทักทายของชาวเมารีจะทักทายเป็นภาษาเมารีว่า “Kia ora”

ที่สามารถใช้เป็นคำอวยพร

หรือแม้แต่ใช้เป็นคำทักทาย อำลา หรือขอบคุณ โดยคำว่า ora

แปลว่า ชีวิต สุขภาพ และความมีชีวิตชีวา

ดังนั้นคำว่า Kia ora จึงหมายความโดยรวมว่า ขอให้มีสุขภาพที่ดี

หรือเปรียบได้กับคำว่า “สวัสดี” ของบ้านเรานั่นเอง

และอีกหนึ่งสิ่งที่แอดรู้สึกว่ามีมนต์ขลังนั่นก็คือรอยสักของชนเผ่านี้ ที่มีลายเส้นที่สวยมาก ซึ่งชาวเมารีจะมีรอยสักแบบนี้เพื่อสื่อถึงความหึกเหิม ความกล้าหาญ และมีความเชื่อว่าเป็นการขับไล่สิ่งที่ไม่ดีอีกด้วย

Know รู้หรือไม่

Know รู้หรือไม่ Yoshihide Suga นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นคนปัจจุบัน เตรียมยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศ หลังคะแนนความนิยมของเขากลับลดลงกว่า 30% เพื่อเปิดโอกาสให้กับผู้นำคนใหม่ที่จะเข้ามาทำหน้าที่แทนเขาในลำดับต่อไป!

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงมาจากการที่เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากประชาชนชาวญี่ปุ่นเกี่ยวกับการจัดการรับมือหรือแก้ปัญหาเรื่องของการแพร่ระบาดของ Covid-19

เมื่อเราลองวิเคราะห์สถานการณ์จากข่าวนี้ดูจะเห็นว่า ผู้นำของญี่ปุ่นทำไมเขาถึงมีความรับผิดชอบขนาดนี้ เพียงแค่เขาคนนั้นมีความนิยมที่ลดลงจากประชาชน นั่นหมายความว่าประชาชนไม่สามารถไว้ใจ หรือเชื่อมั่นในการทำงานของผู้นำของเขาต่อการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นในสภาวการณ์ที่เป็นอยู่ ณ ขณะนั้น

เพราะผลที่เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชน นั่นก็คือการลงมือทำ หรือการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น และเมื่อผลมันกลับไม่เป็นไปในทางที่ดีขึ้น หรือไม่เป็นไปในทิศทางที่ประชาชนคาดหวัง นั่นจึงเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าอาจจะต้องหาผู้นำคนใหม่ที่มีความสามารถหรือศักยภาพเพียงพอที่จะเข้ามาบริหารประเทศให้มีความเสถียรภาพที่สุด

และสิ่งที่น่านับถือยิ่งไปกว่านั้นก็คือท่านผู้นำเองนี่แหละ ที่ทำไมเขาถึงได้รู้สึกถึงความล้มเหลวในการทำงานของเขา ยอมสละตำแหน่งเพื่อให้ผู้ที่เหมาะสมกับตำแหน่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “ผู้นำ”

ของประเทศได้เขามาบริหารประเทศแทนเขา อันนี้ก็ต้องยอมรับจริง ๆ และตัวชี้วัดที่บ่งบอกได้ดีจากกรณีนี้ก็คือผลของคะแนนความนิยมในตัวของผู้นำนั่นเอง

ไม่รู้ทำไมเหมือนกันถึงเห็นข่าวทำนองนี้มาจากฝั่งของญี่ปุ่นอยู่บ่อยครั้งเหมือนกัน ที่ผู้นำหรือผู้แทนมักจะออกมาขอโทษ หรือออกมาแสดงความรับผิดชอบด้วยการขอลาออกจากตำแหน่ง อันนี้อาจเป็นเพราะด้วยความที่เป็นญี่ปุ่น ที่เราก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าประเทศเขามีความเป็นระเบียบวินัยมาก

ถึงแม้ว่าจะเป็นกระทำที่มีความผิดพลาดแค่เพียงเล็กน้อย ก็ยังต้องออกมาขอโทษประชาชน อย่างกรณีของรถไฟที่ให้บริการเร็วกว่าปกติเพียงแค่ไม่กี่วินาที แต่ที่นั่นมันคือเรื่องสำคัญจริง ๆ

เพื่อน ๆ คนไหนที่มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นนี้ สามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสังคม วัฒนธรรม ของชาวญี่ปุ่นได้เลยครับ

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาด รีวิวKnow (รู้หรือไม่) แบบนี้ สามารถติดตามได้ที่ >> janusmagnus ขอบคุณที่รับชม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *